I like this website because I get wacth video from all over the world
วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2551
My favorites website 2
I like this website because I get follow news in circle metal music and listen or download music in webboard of this website
My favorites website 1
วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2551
directory yahoo

Arts & Humanities
Photography, History, Literature, Performing Arts…
Business & Economy
Products, Shopping, B2B, Finance, Jobs…
Computers & Internet
Internet, WWW, Software, Games…
Education
College and University, K-12…
Entertainment
Movies, Actors, Humor, Music, TV…
Government
Elections, Military, Law, Taxes…
Health
Diseases, Drugs, Fitness, Medicine, Hospitals, Medical Centers…
News & Media
Newspapers, TV, Radio…
Recreation & Sports
Sports, Travel, Autos, Outdoors…
Reference
Phone Numbers, Dictionaries, Quotations…
Regional
Countries, U.S. States, Local…
Science
Animals, Astronomy, Biology, Engineering…
Social Science
Languages, Archaeology, Psychology…
Society & Culture
People, Environment, Religion, Home & Garden, Food…
Photography, History, Literature, Performing Arts…
Business & Economy
Products, Shopping, B2B, Finance, Jobs…
Computers & Internet
Internet, WWW, Software, Games…
Education
College and University, K-12…
Entertainment
Movies, Actors, Humor, Music, TV…
Government
Elections, Military, Law, Taxes…
Health
Diseases, Drugs, Fitness, Medicine, Hospitals, Medical Centers…
News & Media
Newspapers, TV, Radio…
Recreation & Sports
Sports, Travel, Autos, Outdoors…
Reference
Phone Numbers, Dictionaries, Quotations…
Regional
Countries, U.S. States, Local…
Science
Animals, Astronomy, Biology, Engineering…
Social Science
Languages, Archaeology, Psychology…
Society & Culture
People, Environment, Religion, Home & Garden, Food…
วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
Send E-mail
what do you thing about this course
จาก: Narongsak Prempreeda (maggotnui@hotmail.com)
ส่งเมื่อ: 25 พฤศจิกายน 2551 15:26:54
ถึง: nuttha26@yahoo.com
Dear teacher,wilaichitra
It is very great appreciated that. I could have a chance to learn about Internet networking and the processes of
writing and sending E-mail. I also have a realy great experience from listening to the seminar tape.
Blog
A blog (a contraction of the term "Web log") is a Web site, usually maintained by an individual with regular entries of commentary, descriptions of events, or other material such as graphics or video. Entries are commonly displayed in reverse-chronological order. "Blog" can also be used as a verb, meaning to maintain or add content to a blog.
Sincerely
Sergeant Narongsak Prempreeda 4830122115034
Computer Science
จาก: Narongsak Prempreeda (maggotnui@hotmail.com)
ส่งเมื่อ: 25 พฤศจิกายน 2551 15:26:54
ถึง: nuttha26@yahoo.com
Dear teacher,wilaichitra
It is very great appreciated that. I could have a chance to learn about Internet networking and the processes of
writing and sending E-mail. I also have a realy great experience from listening to the seminar tape.
Blog
A blog (a contraction of the term "Web log") is a Web site, usually maintained by an individual with regular entries of commentary, descriptions of events, or other material such as graphics or video. Entries are commonly displayed in reverse-chronological order. "Blog" can also be used as a verb, meaning to maintain or add content to a blog.
Sincerely
Sergeant Narongsak Prempreeda 4830122115034
Computer Science
Past Continuous Tense
หลักการใช้
1. ใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในอดีตในเวลาที่บ่งไว้ชัดเจน เช่น
- They were learning English at eleven o'clock yesterday.
- At nine o'clock last night we were watching television.
2. ใช้กับเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่เป็นเวลานานในเวลาเดียวกันในอดี ซึ่งจะใช้ past continuous กับทั้งสองเหตุการณ์นั้น เช่น
- The students were thinking about their lunch while the teacher was explaining newwords.
(Two long actions happening at the same time in the past.)
- She was singing as I was sweeping the floor.
3. ใช้กับเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นและกำลังดำเนินอยู่ และมีอีกเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุการณ์สั้นๆ เข้ามาแทรก (The first action was happening when the second , shorter action happened.)
เหตุการณ์ที่เกิดก่อนและกำลังดำเนินอยู่ ใช้ past continuous เหตุการณ์สั้นๆ ที่เข้ามาแทรก ใช้ past simple
- The student interrupted her while she was explaining how to use the machine.
(นักเรียนพูดสอดแทรกเธอ ในขณะที่เธอกำลังอธิบายถึงวิธีการใช่เครื่องจักร)
- When I came home , my mother was talking on the telephone.
- While/As he was walking past the building , he heard a scream.
หมายเหตุ --- Clause ที่ตามหลัง when (เมื่อ) มักใช้ past simple ส่วน clause ที่ตามหลัง while (as)
(ในขณะที่) มักใช้ past continuous แต่ถ้าเหตุการณ์ทั้งสองเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในขณะเดียวกัน หรือเกือบขณะเดียวกัน ก็ให้ใช้ past simple ทั้งสองเหตุการณ์ เช่น
- They left the hall as I entered it.
4. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำซากในอดีต ในเวลาที่บ่งไว้ชัดเจน
- Last year he was taking paino lessons every day.
- We were visiting my parents every evening while we were in Bangkok.
หมายเหตุ --- รูปประโยคที่ใช้ past continuous ในข้อ 4 นี้ มีความหมายเหมือนกับรูปประโยคที่ใช้ past simple และเรานิยมใช้กับ past simple มากกว่า
1. ใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในอดีตในเวลาที่บ่งไว้ชัดเจน เช่น
- They were learning English at eleven o'clock yesterday.
- At nine o'clock last night we were watching television.
2. ใช้กับเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่เป็นเวลานานในเวลาเดียวกันในอดี ซึ่งจะใช้ past continuous กับทั้งสองเหตุการณ์นั้น เช่น
- The students were thinking about their lunch while the teacher was explaining newwords.
(Two long actions happening at the same time in the past.)
- She was singing as I was sweeping the floor.
3. ใช้กับเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นและกำลังดำเนินอยู่ และมีอีกเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุการณ์สั้นๆ เข้ามาแทรก (The first action was happening when the second , shorter action happened.)
เหตุการณ์ที่เกิดก่อนและกำลังดำเนินอยู่ ใช้ past continuous เหตุการณ์สั้นๆ ที่เข้ามาแทรก ใช้ past simple
- The student interrupted her while she was explaining how to use the machine.
(นักเรียนพูดสอดแทรกเธอ ในขณะที่เธอกำลังอธิบายถึงวิธีการใช่เครื่องจักร)
- When I came home , my mother was talking on the telephone.
- While/As he was walking past the building , he heard a scream.
หมายเหตุ --- Clause ที่ตามหลัง when (เมื่อ) มักใช้ past simple ส่วน clause ที่ตามหลัง while (as)
(ในขณะที่) มักใช้ past continuous แต่ถ้าเหตุการณ์ทั้งสองเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในขณะเดียวกัน หรือเกือบขณะเดียวกัน ก็ให้ใช้ past simple ทั้งสองเหตุการณ์ เช่น
- They left the hall as I entered it.
4. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำซากในอดีต ในเวลาที่บ่งไว้ชัดเจน
- Last year he was taking paino lessons every day.
- We were visiting my parents every evening while we were in Bangkok.
หมายเหตุ --- รูปประโยคที่ใช้ past continuous ในข้อ 4 นี้ มีความหมายเหมือนกับรูปประโยคที่ใช้ past simple และเรานิยมใช้กับ past simple มากกว่า
การทำกริยาให้อยู่ในรูป Part Tense (กริยาช่อง 2 )
การทำกริยาให้อยู่ในรูป Past Tense (กริยาช่อง 2)
ในหน้านี้ครูสอนการทำกริยาให้อยู่ในรูป Past Tense ทั้งกริยาที่เป็นไปตามกฎ และกริยาที่ไม่เป็นไปตามกฎ
กริยาส่วนใหญ่ จะทำเป็นกริยาช่อง 2 ได้ด้วยการเติม -ED ไว้ท้ายคำกริยานั้น แต่อย่างไรก็ตาม คำกริยาบางคำนักเรียนต้องปรับคำกริยานั้นเสียก่อน
นี่คือตารางกฎการเติม -ED
กริยาที่ลงท้ายด้วย การทำกริยาให้เป็นรูปอดีต ตัวอย่าง
e เ ติม -D live - lived date - dated
พยัญชนะ + y เปลี่ยน y เป็น i แล้วเติม -ED try - tried cry - cried
สระหนึ่งตัว + พยัญชนะหนึ่งตัว (แต่ต้องไม่ใช่ w หรือ y)เพิ่มพยัญชนะท้ายตัวนั้นเข้าไปอีกหนึ่งตัว แล้วเติม -ED tap - tapped
commit - committed
[อืนๆ] เติม -ED boil - boiled fill - filled
แม้ว่ากริยาส่วนใหญ่จะทำเป็นรูปอดีตได้ด้วยการเติม -ED แต่กริยาบางตัวก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น กริยาเหล่านั้นเรียกว่า กริยาที่ไม่เป็นไปตามกฎ (Irregular Verbs) ครูจะอธิบายรูปแบบที่สำคัญในการทำกริยาประเภทนี้ให้เป็นรูปอดีต แต่ต้องจำไว้ว่านี่ไม่ใช่กฎ เป็นเพียงรูปแบบที่พบบ่อยๆเท่านั้น กล่าวคือในที่สุดแล้วการจำ หรือการใช้อยู่เป็นประจำจะช่วยให้นักเรียนทำกริยาให้เป็นอดีตได้อย่างคล่องแคล่ว
ถ้านักเรียนไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษอยู่เป็นประจำ ก็ให้ใช้วิธีการท่องจำคำกริยาเหล่านี้นะครับ ส่วนใครที่ได้ใช้ภาษาอังกฤษอยู่เป็นประจำ อาจไม่ต้องท่องจำ
คำกริยาที่ไม่เป็นไปตามกฎที่สำคัญ 3 คำ
กริยาที่สำคัญเหล่านั้นได้แก่ กริยา BE, HAVE, DO กริยา BE เป็นกริยาที่ยากที่สุดเพื่อรูปกริยาจะเปลี่ยนไปตามประธาน
ประธาน คำกริยา
I was
You were
He / she / it was
We were
They were
กริยา HAVE และ DO
คำกริยา คำกริยาในรูปอดีต
have had
do did
คำกริยาที่ไม่เป็นไปตามกฎคำอื่นๆ
คำกริยาที่ไม่เป็นไปตามกฎอาจจะแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม
ประเภท ตัวอย่าง
คำกริยาที่ไม่เปลี่ยนรูป cut - cut hit - hit fit - fit
คำกริยาที่เปลี่ยนรูปสระ get - got sit - sat drink - drank
คำกริยาที่เปลี่ยนรูปไปเลย catch - caught bring - brought teach - taught
ในหน้านี้ครูสอนการทำกริยาให้อยู่ในรูป Past Tense ทั้งกริยาที่เป็นไปตามกฎ และกริยาที่ไม่เป็นไปตามกฎ
กริยาส่วนใหญ่ จะทำเป็นกริยาช่อง 2 ได้ด้วยการเติม -ED ไว้ท้ายคำกริยานั้น แต่อย่างไรก็ตาม คำกริยาบางคำนักเรียนต้องปรับคำกริยานั้นเสียก่อน
นี่คือตารางกฎการเติม -ED
กริยาที่ลงท้ายด้วย การทำกริยาให้เป็นรูปอดีต ตัวอย่าง
e เ ติม -D live - lived date - dated
พยัญชนะ + y เปลี่ยน y เป็น i แล้วเติม -ED try - tried cry - cried
สระหนึ่งตัว + พยัญชนะหนึ่งตัว (แต่ต้องไม่ใช่ w หรือ y)เพิ่มพยัญชนะท้ายตัวนั้นเข้าไปอีกหนึ่งตัว แล้วเติม -ED tap - tapped
commit - committed
[อืนๆ] เติม -ED boil - boiled fill - filled
แม้ว่ากริยาส่วนใหญ่จะทำเป็นรูปอดีตได้ด้วยการเติม -ED แต่กริยาบางตัวก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น กริยาเหล่านั้นเรียกว่า กริยาที่ไม่เป็นไปตามกฎ (Irregular Verbs) ครูจะอธิบายรูปแบบที่สำคัญในการทำกริยาประเภทนี้ให้เป็นรูปอดีต แต่ต้องจำไว้ว่านี่ไม่ใช่กฎ เป็นเพียงรูปแบบที่พบบ่อยๆเท่านั้น กล่าวคือในที่สุดแล้วการจำ หรือการใช้อยู่เป็นประจำจะช่วยให้นักเรียนทำกริยาให้เป็นอดีตได้อย่างคล่องแคล่ว
ถ้านักเรียนไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษอยู่เป็นประจำ ก็ให้ใช้วิธีการท่องจำคำกริยาเหล่านี้นะครับ ส่วนใครที่ได้ใช้ภาษาอังกฤษอยู่เป็นประจำ อาจไม่ต้องท่องจำ
คำกริยาที่ไม่เป็นไปตามกฎที่สำคัญ 3 คำ
กริยาที่สำคัญเหล่านั้นได้แก่ กริยา BE, HAVE, DO กริยา BE เป็นกริยาที่ยากที่สุดเพื่อรูปกริยาจะเปลี่ยนไปตามประธาน
ประธาน คำกริยา
I was
You were
He / she / it was
We were
They were
กริยา HAVE และ DO
คำกริยา คำกริยาในรูปอดีต
have had
do did
คำกริยาที่ไม่เป็นไปตามกฎคำอื่นๆ
คำกริยาที่ไม่เป็นไปตามกฎอาจจะแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม
ประเภท ตัวอย่าง
คำกริยาที่ไม่เปลี่ยนรูป cut - cut hit - hit fit - fit
คำกริยาที่เปลี่ยนรูปสระ get - got sit - sat drink - drank
คำกริยาที่เปลี่ยนรูปไปเลย catch - caught bring - brought teach - taught
Past Simple Tense
การใช้แบบที่ 1 ใช้กับการกระทำที่ทำสมบูรณ์ในอดีต โดยการกระทำนั้นเริ่มในอดีต และจบไนอดีต บางครั้งผู้พูดอาจไม่ได้บอกออกมาว่าเหตุการณ์นั้นทำไปเมื่อไหร่ แต่จริงๆแล้วเขาทราบเวลาที่แน่นอนที่การกระทำนั้นเกิดขึ้น
เช่น
I saw a movie yesterday.ฉันดูภาพยนตร์เมื่อวานนี้
I didn't see a movie yesterday.ฉันไม่ได้ดูภาพยนตร์เมื่อวานนี้
Last year, I traveled to Japan.ปีที่แล้วฉันเดินทางไปญี่ปุ่น
Last year, I didn't travel to Japan.ปีที่แล้วฉันไม่ได้เดินทางไปญี่ปุ่น
She washed her car.หล่อนล้างรถของตัวเอง
She didn't wash her car.หล่อนไม่ได้ล้างรถของตัวเอง
เช่น
I saw a movie yesterday.ฉันดูภาพยนตร์เมื่อวานนี้
I didn't see a movie yesterday.ฉันไม่ได้ดูภาพยนตร์เมื่อวานนี้
Last year, I traveled to Japan.ปีที่แล้วฉันเดินทางไปญี่ปุ่น
Last year, I didn't travel to Japan.ปีที่แล้วฉันไม่ได้เดินทางไปญี่ปุ่น
She washed her car.หล่อนล้างรถของตัวเอง
She didn't wash her car.หล่อนไม่ได้ล้างรถของตัวเอง
การใช้แบบที่ 2ใช้กับการกระทำหลายอย่างที่สมบูรณ์ไปหมดแล้ว โดยเราจะใช้ Past simple เพื่อบอกการกระทำต่างๆ ทำทำเสร็จแล้ว การกระทำเหล่านี้เกิดขึ้นตามๆ กันมาเป็นลำดับ
เช่น
I finished work, walked to the beach, and found a nice place to swim.ฉันทำงานเสร็จ เดินไปชาดหาด แล้วก็พบสถานที่ที่ดีสำหรับการว่ายน้ำ
He arrived at the airport at 8:00, checked into the hotel at 9:00, and met the others at 10:00.เขามาถึงสนามบินตอน 8 โมง เช็คอินเข้าโรงแรมตอน 9 โมง และก็เจอกับคนอื่นๆตอน 10 โมง
การใช้แบบที่ 3ใช้กับช่วงเวลาหนึ่งที่เกิดขึ้นในอดีต และจบลงในอดีต ช่วงเวลานั้นๆเป็นช่วงเวลาของการกระทำที่กินเวลานาน มักมีคำว่า for เพื่อบอกระยะเวลาว่าเหตุการณ์กินเวลานานเพียงใด เช่น for two year (เป็นเวลาสองปี), for five miniutes (เป็นเวลาห้านาที), all day (ตลอดทั้งวัน), all year (ตลอดทั้งปี)
เช่น
I lived in Brazil for two years.ฉันอยู่ในบราซิลเป็นเวลาสองปี (เวลาไม่ได้อยู่ที่บราซิลแล้ว)
Shauna studied Japanese for five years.โชนาเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นเวลาห้าปี (ตอนนี้ไม่ได้เรียนแล้ว)
They sat at the beach all day.พวกเขานักอยู่ที่ชายหาดตลอดทั้งวัน (ตอนนี้ไม่ได้นั่งที่นั่นแล้ว)
We talked on the phone for thirty minutes.พวกเราคุยโทรศัพท์กันเป็นเวลาสามสิบนาที่ (ตอนนี้วางหูไปแล้ว)
How long did you wait for them?We waited for one hour.คุณรอเขาอยู่นานแค่ไหน?พวกเรารอเขาเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง (ตอนนี้ไม่ได้รอแล้ว)
การใช้แบบที่ 4ใช้กับนิสัยที่ทำเป็นประจำในอดีต ซึ่งตอนนี้ไม่ได้ทำอย่างนั้นอีกแล้ว บางครั้งอาจมีความหมายเหมือนกับการใช้คำว่า used to (เคย) ดังนั้นถ้าเราต้องการเน้นว่าสิ่งที่พูดเป็นนิสัยที่ทำอยู่เป็นประจำในอดีต เราจะใช้คำต่อไปนี้ในประโยคที่ใช้ Past Simple ด้วย เช่น always (เป็นประจำ), often (บ่อยๆ), usually (โดยปกติ), never (ไม่เคย), when I was a child (ตอนที่ฉันเป็นเด็ก), when I was younger (ตอนที่ฉันอายุน้อยกว่านี้)
เช่น
I studied French when I was a child.ฉันเคยเรียนภาษาฝรั่งเศสตอนที่ฉันเป็นเด็ก
He played the violin.เขาเล่นเปียโน (ตอนนี้เลิกเล่นไปแล้ว)
She worked at the movie theater after school.หล่อนทำงานที่โรงหนังหลังเลิกเรียน (ตอนนี้ไม่ได้ทำอย่างนั้นแล้ว)
They never went to school, they always skipped.พวกเขาไม่เคยไปโรงเรียน พวกเขาโดดเรียนอยู่เป็นประจำ
ระวัง ถ้าเรานำอนุประโยค When ... มาขึ้นต้นประโยค เราต้องใช้เครื่องหมายคอมม่าก่อนขึ้นประโยคหลัก
อนุประโยค คือ ส่วนขยายประโยคที่มีประธานและกริยา แต่ยังเป็นประโยคที่ไม่สมบูรณ์ อนุประโยคบางประโยคจะขึ้นต้นด้วยคำว่า when เช่น When I dropped my pen ... (เมื่อฉันทำปากกาตก) หรือ When class began ... (เมื่อการเรียนเริ่มต้น) อนุประโยคแบบนี้เราเรียกว่า อนุประโยค when (when clauses)
เช่น
When I paid her one dollar, she answered my question.เมื่อฉันจ่ายเงินให้หล่อนหนึ่งดอลล่าร์ หล่อนตอบคำถามของฉัน
She answered my question, when I paid her one dollar.หล่อนตอบคำถามของฉัน เมื่อฉันจ่ายเงินให้หล่อนหนึ่งดอลล่าร์
ที่ครูสอนการใช้อนุประโยค When ก็เพราะว่า อนุประโยค When มักวางอยู่หน้าประโยคเมื่อทั้งอนุประโยคและประโยคหลักอยู่ใน Past Simple ประโยคตัวอย่างข้างบนทั้งสองประโยคมีความหมายเหมือนกัน คือ ฉันจ่ายเงินก่อน แล้วหล่อนค่อยตอบคำถามของฉัน แต่สำหรับประโยคตัวอย่างต่อไปนี้จะมีความหมายที่ต่างออก กล่าวคือ หล่อนตอบฉันก่อน จากนั้นฉันค่อยให้เงิน (ให้สังเกตวิธีการใช้ when ในประโยค)
เช่น
I paid her a dollar, when she answered my question.ฉันจ่ายเงินให้หล่อนหนึ่งดอลล่าร์ เมื่อหล่อนตอบคำถามของฉัน
เช่น
I finished work, walked to the beach, and found a nice place to swim.ฉันทำงานเสร็จ เดินไปชาดหาด แล้วก็พบสถานที่ที่ดีสำหรับการว่ายน้ำ
He arrived at the airport at 8:00, checked into the hotel at 9:00, and met the others at 10:00.เขามาถึงสนามบินตอน 8 โมง เช็คอินเข้าโรงแรมตอน 9 โมง และก็เจอกับคนอื่นๆตอน 10 โมง
การใช้แบบที่ 3ใช้กับช่วงเวลาหนึ่งที่เกิดขึ้นในอดีต และจบลงในอดีต ช่วงเวลานั้นๆเป็นช่วงเวลาของการกระทำที่กินเวลานาน มักมีคำว่า for เพื่อบอกระยะเวลาว่าเหตุการณ์กินเวลานานเพียงใด เช่น for two year (เป็นเวลาสองปี), for five miniutes (เป็นเวลาห้านาที), all day (ตลอดทั้งวัน), all year (ตลอดทั้งปี)
เช่น
I lived in Brazil for two years.ฉันอยู่ในบราซิลเป็นเวลาสองปี (เวลาไม่ได้อยู่ที่บราซิลแล้ว)
Shauna studied Japanese for five years.โชนาเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นเวลาห้าปี (ตอนนี้ไม่ได้เรียนแล้ว)
They sat at the beach all day.พวกเขานักอยู่ที่ชายหาดตลอดทั้งวัน (ตอนนี้ไม่ได้นั่งที่นั่นแล้ว)
We talked on the phone for thirty minutes.พวกเราคุยโทรศัพท์กันเป็นเวลาสามสิบนาที่ (ตอนนี้วางหูไปแล้ว)
How long did you wait for them?We waited for one hour.คุณรอเขาอยู่นานแค่ไหน?พวกเรารอเขาเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง (ตอนนี้ไม่ได้รอแล้ว)
การใช้แบบที่ 4ใช้กับนิสัยที่ทำเป็นประจำในอดีต ซึ่งตอนนี้ไม่ได้ทำอย่างนั้นอีกแล้ว บางครั้งอาจมีความหมายเหมือนกับการใช้คำว่า used to (เคย) ดังนั้นถ้าเราต้องการเน้นว่าสิ่งที่พูดเป็นนิสัยที่ทำอยู่เป็นประจำในอดีต เราจะใช้คำต่อไปนี้ในประโยคที่ใช้ Past Simple ด้วย เช่น always (เป็นประจำ), often (บ่อยๆ), usually (โดยปกติ), never (ไม่เคย), when I was a child (ตอนที่ฉันเป็นเด็ก), when I was younger (ตอนที่ฉันอายุน้อยกว่านี้)
เช่น
I studied French when I was a child.ฉันเคยเรียนภาษาฝรั่งเศสตอนที่ฉันเป็นเด็ก
He played the violin.เขาเล่นเปียโน (ตอนนี้เลิกเล่นไปแล้ว)
She worked at the movie theater after school.หล่อนทำงานที่โรงหนังหลังเลิกเรียน (ตอนนี้ไม่ได้ทำอย่างนั้นแล้ว)
They never went to school, they always skipped.พวกเขาไม่เคยไปโรงเรียน พวกเขาโดดเรียนอยู่เป็นประจำ
ระวัง ถ้าเรานำอนุประโยค When ... มาขึ้นต้นประโยค เราต้องใช้เครื่องหมายคอมม่าก่อนขึ้นประโยคหลัก
อนุประโยค คือ ส่วนขยายประโยคที่มีประธานและกริยา แต่ยังเป็นประโยคที่ไม่สมบูรณ์ อนุประโยคบางประโยคจะขึ้นต้นด้วยคำว่า when เช่น When I dropped my pen ... (เมื่อฉันทำปากกาตก) หรือ When class began ... (เมื่อการเรียนเริ่มต้น) อนุประโยคแบบนี้เราเรียกว่า อนุประโยค when (when clauses)
เช่น
When I paid her one dollar, she answered my question.เมื่อฉันจ่ายเงินให้หล่อนหนึ่งดอลล่าร์ หล่อนตอบคำถามของฉัน
She answered my question, when I paid her one dollar.หล่อนตอบคำถามของฉัน เมื่อฉันจ่ายเงินให้หล่อนหนึ่งดอลล่าร์
ที่ครูสอนการใช้อนุประโยค When ก็เพราะว่า อนุประโยค When มักวางอยู่หน้าประโยคเมื่อทั้งอนุประโยคและประโยคหลักอยู่ใน Past Simple ประโยคตัวอย่างข้างบนทั้งสองประโยคมีความหมายเหมือนกัน คือ ฉันจ่ายเงินก่อน แล้วหล่อนค่อยตอบคำถามของฉัน แต่สำหรับประโยคตัวอย่างต่อไปนี้จะมีความหมายที่ต่างออก กล่าวคือ หล่อนตอบฉันก่อน จากนั้นฉันค่อยให้เงิน (ให้สังเกตวิธีการใช้ when ในประโยค)
เช่น
I paid her a dollar, when she answered my question.ฉันจ่ายเงินให้หล่อนหนึ่งดอลล่าร์ เมื่อหล่อนตอบคำถามของฉัน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)